คนวิ่งเข้าวัดนี้ ออกวัดนี้ ไล่ทำบุญทำทานบ่อยๆ ทุกวันนี้รู้ไหมว่าวัดคืออะไร อยู่ที่ไหน เป็นอย่างไรบ้าง ลองมาดูคำตอบง่ายๆจาก หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่มีให้กับในหลวงรัชกาลที่ 9
ครั้งหนึ่งหลวงปู่ฝั้น อาจาโร กับในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้พบ สนทนาธรรมกันที่วัดบวรนิเวศวิหาร
หลวงปู่ก็ถามว่า : ดูก่อนมหาบพิตร มาวัดบ่อยไหม?
ในหลวง : ไม่ใคร่บ่อยนักเนื่องจากมีราชการงานมาก
หลวงปู่ : ถ้ามหาบพิตรมาวัด มาที่วัดไหนล่ะ
ในหลวง : ส่วนใหญ่กระผมมาที่ วัดบวรนิเวศวิหารนี้ มานมัสการสมเด็จพระญาณสังวรฯ ซึ่งเคยเป็นพระพี่เลี้ยงตอนบวช
หลวงปู่ : มหาบพิตร ตรงไหนล่ะวัด นั้นก็เรียกว่า กุฏิ นั้นก็เรียกว่า ศาลา นั้นก็เรียกว่า โบสถ์ เมื่อสิ่งต่างๆ เหล่านี้มารวมกันเข้าก็สมมติเรียกกันว่า วัด เพราะฉะนั้น ตัวตนของวัดจริงๆนั้น ไม่มีดอก ที่โบราณเขาเรียกกัน ว่าที่รวมเหล่านี้เป็นวัด นั้นก็เพื่อ ให้"มาวัด"ที่ดวงใจของเรานี้ว่า ขณะนี้ดวงใจของเรานี้อยู่ห่างไกลจากกิเลส ห่างไกลจากความทุกข์มากน้อยขนาดไหนแล้ว โดยให้เราวัดอยู่เสมอๆ นั้นแหละ อย่างนี้จึงจะเรียกว่า "มาถูกวัด" ในความหมายที่แท้จริง
ในหลวง : ถ้าเช่นนั้น ขณะที่กระผมอยู่บนรถ กระผมก็ไปวัดได้ใช่ไหมครับ
หลวงปู่ : ถูกแล้วมหาบพิตร อยู่ที่ไหนๆ ก็ไปวัดได้ ถ้าได้หันมาพิจารณาดูที่ดวงใจของเรา วัดว่าใจของเราขณะนี้ ห่างจากไกลกิเลส จากความทุกข์ มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง นั้นแล
เมื่ออ่านแล้วทุกๆท่านคงได้ทราบแล้วว่า วัด คืออะไร จะได้ไม่ต้องวิ่งหาวัดกันให้วุ่นวายต่อไปอีก ทั้งนี้ ผู้เขียนไม่ได้เขียนบทสนทนนาดังกล่าวนี้ขึ้นเอง และ ไม่ทราบว่าผู้ใดนำมาถ่ายทอด แต่เห็นว่ามีประโยชน์ต่อพุทธศาสนิกชนทุกๆท่าน จึงได้นำมาเผยแพร่ต่อ และ ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาให้ไม่เข้าวัด แต่อยากให้เข้าใจถึงคำว่าวัดมากขึ้นเท่านั้น
ครั้งหนึ่งหลวงปู่ฝั้น อาจาโร กับในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้พบ สนทนาธรรมกันที่วัดบวรนิเวศวิหาร
หลวงปู่ก็ถามว่า : ดูก่อนมหาบพิตร มาวัดบ่อยไหม?
ในหลวง : ไม่ใคร่บ่อยนักเนื่องจากมีราชการงานมาก
หลวงปู่ : ถ้ามหาบพิตรมาวัด มาที่วัดไหนล่ะ
ในหลวง : ส่วนใหญ่กระผมมาที่ วัดบวรนิเวศวิหารนี้ มานมัสการสมเด็จพระญาณสังวรฯ ซึ่งเคยเป็นพระพี่เลี้ยงตอนบวช
หลวงปู่ : มหาบพิตร ตรงไหนล่ะวัด นั้นก็เรียกว่า กุฏิ นั้นก็เรียกว่า ศาลา นั้นก็เรียกว่า โบสถ์ เมื่อสิ่งต่างๆ เหล่านี้มารวมกันเข้าก็สมมติเรียกกันว่า วัด เพราะฉะนั้น ตัวตนของวัดจริงๆนั้น ไม่มีดอก ที่โบราณเขาเรียกกัน ว่าที่รวมเหล่านี้เป็นวัด นั้นก็เพื่อ ให้"มาวัด"ที่ดวงใจของเรานี้ว่า ขณะนี้ดวงใจของเรานี้อยู่ห่างไกลจากกิเลส ห่างไกลจากความทุกข์มากน้อยขนาดไหนแล้ว โดยให้เราวัดอยู่เสมอๆ นั้นแหละ อย่างนี้จึงจะเรียกว่า "มาถูกวัด" ในความหมายที่แท้จริง
ในหลวง : ถ้าเช่นนั้น ขณะที่กระผมอยู่บนรถ กระผมก็ไปวัดได้ใช่ไหมครับ
หลวงปู่ : ถูกแล้วมหาบพิตร อยู่ที่ไหนๆ ก็ไปวัดได้ ถ้าได้หันมาพิจารณาดูที่ดวงใจของเรา วัดว่าใจของเราขณะนี้ ห่างจากไกลกิเลส จากความทุกข์ มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง นั้นแล
เมื่ออ่านแล้วทุกๆท่านคงได้ทราบแล้วว่า วัด คืออะไร จะได้ไม่ต้องวิ่งหาวัดกันให้วุ่นวายต่อไปอีก ทั้งนี้ ผู้เขียนไม่ได้เขียนบทสนทนนาดังกล่าวนี้ขึ้นเอง และ ไม่ทราบว่าผู้ใดนำมาถ่ายทอด แต่เห็นว่ามีประโยชน์ต่อพุทธศาสนิกชนทุกๆท่าน จึงได้นำมาเผยแพร่ต่อ และ ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาให้ไม่เข้าวัด แต่อยากให้เข้าใจถึงคำว่าวัดมากขึ้นเท่านั้น


