ศาสนาคือรสนิยมจริงหรือไม่ หากใครจะมองว่าศาสนาคือรสนิยม ก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกนัก เพราะในยุคสมัยนี้คนมองศาสนาเป็นสิ่งต่างๆมากมาย ทั้งในแง่ของการเป็นที่พึ่งทางใจ ในแง่ของความเป็นอนุรักษ์นิยม หรือสิ่งที่ไร้เหตุผลก็มีบ่อยๆ
เพราะฉะนั้นหากจะมองแบบคนใจกว้าง ก็ต้องยอมรับว่ายุคสมัยปัจจุบันนี้ทุกคนล้วนมีสิทธิในการแสดงออกได้อย่างเปิดเผย โดยเฉพาะในแง่มุมของความชอบไม่ชอบ ความเข้าใจ ความปรารถนาในสิ่งที่แตกต่างกัน และหากมองในเรื่องของศาสนาแล้ว ข้าพเจ้าไม่ได้มองว่าเป็นเพียงแค่รสนิยมที่สามารถเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลาตามความต้องการ เพราะแท้จริงแล้วศาสนานั้นมีความลึกซึ้งมากกว่าเสื้อผ้าแฟชั่น ความชอบหรือไม่ชอบ เป็นอย่างมาก
ความเป็นศาสนานั้นเป็นความเชื่อความนับถือความศรัทธาและสิ่งยึดมั่นทางจิตใจมาอย่างยาวนาน หลายศาสนาก็มีอายุหลายพันปีอย่างเช่นศาสนาพุทธหรือศาสนาคริสต์เป็นต้น ศาสนาพราหมณ์เองก็ยังมีมายาวนานกว่านั้น การที่เกิดดราม่าบนเวทีนางงามเรื่องการดูดวงกับความเชื่อทางศาสนา ข้าพเจ้าเองเข้าใจทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมองศาสนาเป็นเรื่องของรสนิยม อีกฝ่ายมีความยึดมั่นและจริงจังตามความเชื่อทางศาสนา ส่วนตัวข้าพเจ้าเองนั้นแม้จะไม่ใช่คริสเตียน ก็นิยมชมชอบในผู้เข้าประกวดท่านนี้ว่ามีความกล้าแสดงออกในความเชื่อของตน และมีความอดทน วางตัวได้ดีมากๆ
ส่วนในฝ่ายผู้สัมภาษณ์ ข้าพเจ้าก็เข้าใจว่าเขามีประสบการณ์ในชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้มุมมองทางความเชื่อและศาสนาของเขาเป็นเช่นนั้น หากจะถามว่าใครผิดใครถูกในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าคงตอบให้ไม่ได้ แต่โดยส่วนตัวของข้าพเจ้าไม่คิดว่าความเชื่อความรักความศรัทธาในศาสนาเป็นเพียงแค่รสนิยม โดยเฉพาะในศาสนาพุทธที่ข้าพเจ้านับถืออยู่นั้น ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นศาสตร์แห่งการเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติอย่างแท้จริง โดยอาศัยคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องจนบรรลุมรรคผลนิพพานและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งซึ่งเป็นเหตุเป็นผล เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ เป็นสิ่งที่ทำแล้วได้จริงๆ และเป็นวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องมายาวนานกว่า 2,500 ปี
หากจะเอาเรื่องนี้มาถกเถียงกัน ก็คงจะไม่จบลงง่ายๆ เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง ส่วนตัวข้าพเจ้านั้นจะมองว่า ผู้ใดเชื่อเช่นไรเขาก็จะกล่าวออกมาเช่นนั้น ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่เขาเชื่อมีรากฐานมาจากสิ่งใด หากไม่เป็นการกล่าวร้าย หรือทำความเสื่อมเสียให้กับศาสนา ไม่ว่าจะศาสนาใด เพียงแต่แสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา ก็ไม่น่าจะเป็นสิ่งผิด โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้คนไม่มีศาสนาเยอะแยะไป มีศาสนาก็เพียงแต่ข้อความในบัตรประชาชนเท่านั้น ส่วนการจะเข้าสู่ศาสนาหรือปฏิบัติตามคำสั่งสอนของศาสดาจะมีสักกี่คนกันเชียว เรื่องนี้ข้าพเจ้าจึงมองว่าต้องทำใจให้เป็นกลาง ยอมรับความแตกต่างทางความคิดของแต่ละคน น่าจะเป็นหนทางไปสู่ความสามัคคีและอยู่ร่วมกันได้อย่างดีที่สุด

